Skip to content

เกาะแกร์เมืองเก่าสุดดินแดนเสียมเรียบ

Skin Food Aloe Sunscreen BB Cream ครีมอโรเวร่าสำหรับผิวแห้งและผิวธรรมดาให้ความเย็น พร้อมชุ่มชื่น และกันแดดได้ถึง 20 เท่า เป็นที่กล่าวขวัญกันอยู่แล้ว เรื่องของบีบีครีมในการปกปิดริ้วรอย จุดด่างดำบนใบหน้า ทำให้หน้าเด้งทั้งวัน มีให้เลือก 2 เบอร์นะค่ะ
No.1 ผิวขาวหมวย
No2 ผิวขาวเหลือง

วิธีใช้ : ให้แทนเบสและรองพื้นได้เลย เกลี่ยนให้ทั่ว ตบเบาๆ รอให้ครีมเซทตัว แล้วลงแป้งฝุ่น หรือแป้งอัดแข็งได้ตามต้องการค่ะ เนียนสวย

ปกปิดได้ในขั้นตอนเดียว พร้อมรักษาสิวให้น้อยลงได้ด้วยค่ะ

skinfood

ในภาษากัมพูชานั้นเรียกว่า “เกาะเก้” แปลว่าเกาะมรดกหรือเกาะสมบัติ แม้ถนนหนทางในการเข้าไปเข้าเยี่ยมนั้นถนนอาจจะไม่ค่อยดีและดูอาจจะทุรกันดารไปสักนิด วึ่งการไปท่องเที่ยวที่เกาะแกร์นั้นอาจจะต้องใช้เวลาไปอาจจะเกือบทั้งวันแล้วใครจะไปเชื่อล่ะว่า ในอดีตนั้นเคยเป็นเมืองขนาดใหญ่ ที่พระเจ้าชัยวรมันที่ 4 ได้สร้างเกาะแกร์เพื่อขึ้นเป็นเมืองหลวง แต่เมื่อพระเจ้าหรรษาวรมันที่ 2 ซึ่งเป็นพระโอรสของพระเจ้าชัยวรมันที่ 4 เมื่อได้ทรงขึ้นครองราชย์ก็ได้ย้ายเมืองไปยังกลับไปตั้งที่พระนครเดิม ซึ่งหลังจากนั้นถึงทิ้งร้างไปเป็นหลายร้อยปี ต่สำหรัยบปราสามที่ควรเข้าชมในกลุ่มปราสาทเกาะแกร์มีหลากหลายที่ได้ลงทะเบียนเป็นมรดกโลกเมื่อปีค.ศ. 1992

1

ช่วงเวลาที่เหมาะสมในการเข้าชมนั้น  จะเป็นช่วงเวลาเช้าถึงช่วงสาย

ระยะเวลาในการเข้าชมโดยรอบ         1-2 ชั่วโมง

ค่าเข้าชม US$10/คน

การเดินทาง    จากเสียบเรียบนั้นใข้เส้นทางเดียวกับปราสาทบึงมีเลีย  แต่ต้องเดินทางต่อไปอีก 50 กิโลเมตรค่ะ สามารถเดินทางด้วยรถตู้หรือรถประจำทางค่ะ

  • เมื่อเข้าชม 5 ปราสาทเด่นของเกาะแกร์ เริ่มคุณเริ่มต้นเข้าไปเที่ยวชมปราสาทที่อยู่บริเวณเกาะแกร์วึ่งช่วงเช้าควรเริ่มต้นบริเวณปราสาทกรอฮอมและปราสาทธม และในช่วงบ่ายนั่งรถต่อไปเที่ยวชมปราสาทลึงค์ ปราสาทคะเมา ละปราสาทปรำเป็นอันดับสุดท้าย แต่ถ้าหากยังพอมีเวลาเหลือในช่วงขากลับคุณยังสามารถเที่ยวปราสาทบึงมีเลีบได้อีกด้วย ซึ่งห่างจากเกาะแกร์ราวๆ 50 กิโลเมตรเท่านั้นเอง เอาล่ะคะเรามาพูดถึงทัวร์ภายในเกาะแกร์กันซึ่งนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่จะสนใจเข้าชม ปราสาทกรอฮอม และปราสาทธมเป็นสถานที่แรกๆ ซึ่งเป็นปราสาทไฮไลท์ในการเข้าชมเกาะแกร์ ซึ่งแม้ในปราสาทกรอฮอมนั้นจะพังทลายละถูกทำลายไปตามกาลเวลาก็ตามเป็นยังคงเป็นปราสาทที่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นปราสาทที่สร้างขึ้นเพื่อนบูชาพระศิวะที่อยู่ในปรางค์ และจะพบกับฐานโยนีอยู่ด้านใน แต่ไม่มีศิวลิงค์ตั้งอยู่ค่ะ และเมื่อชื่นชมกับปราสาทกรอฮอมแล้วเดินเข้าไปด้วยใน ปราสาทธมที่มีรูปร่างเป็นทรงปิรามิดที่มีชั้นบันได้ตั้งอยู่กลางลานกว้าง และมีปราสาทล้อมรอบอยู่ทั้งหมด 7 ชั้นและมีความสูงประมาณ 35 เมตร แต่มีบันไดอยู่เพียงแค่ทางเดียวเท่านั้นและคุณจะได้เห็นภาพสลักครุฑให้คุณได้ชมอีกด้วย จากนั้นสามารถเดินชมปราสาทได้อยู่ใกล้เคียงได้ได้เช้น ปราสาทลึงค์ ซึ่งเป็นปราสาทสี่เหลี่ยมที่เป็นทรงสี่เหลี่ยมจตุรัสที่มีขนาดเล็กถึง 3แห่งที่ไม่ไกลจากกันเท่านั้นนัก หรือปราสาทคะเมา ที่ดูแตกต่างเพราะมีลักษณะเป็นพระปรางค์หลังเดี่ยวที่สร้างจากศิลาแลงซึ่งตั้งอยู่กลางป่า แต่ในอดีตนั้นเคยโดนเพลิงไหม้มาก่อนจึงสามารถเห็นปราสาทเป็นสีดำ และอาจจะดูแปลกตาจากปราสาทที่อื่น  และอาจจะแปลกแตกต่างกับอีกปราสาทหนึ่งคือ ปราสาทปรำ เพราะเมื่อเดินเข้าไปด้านในของปราสาทจะเห็นปรางค์ 5 หลัง และในความเชื่อนั้นสร้างขึ้นเพื่อบูชาเทพทั้งสามพระองค์ คือ พระศิวะ พระวิษณุและพระพรหม ค่ะ

 

Save

เก็บกระเป๋าไปเวียดนามกันเถอะ

ฟ

ใครๆ เค้าก็ชอบไปเที่ยวเกาหลีแดนกิมจิ เที่ยวญี่ปุ่นแดนอาทิตย์อุทัยกันเป็นแถวๆ เราขอชวนเพื่อนนักเดินทางไปสู่เวียดนาม เพื่อนบ้านที่ใกล้เคียงกันกับเมืองไทยของเรา ก่อนที่เราจะเริ่มวางแผนการเดินทางนั้น ควรที่จะเริ่มวางแผนการเดินทางเสียแต่เนิ่นๆ เพราะการเดินทางออกไปเที่ยวต่างประเทศนั้นเป็นเรื่องที่หลายคนต้องศึกษาเอาไว้ก่อนจะดีที่สุด

ห

ทางรถยนต์            สำหรับคนที่ชอบการเดินทางแบบผจญภัยด้วยตัวเองโดยที่ไม่ชอบการเดินทางทางเครื่องบิน เราขอเสนอให้คุณใช้บริการนั่งรถบัสประจำทางจากกรุงเทพฯ (หรือจังหวัดอื่นๆ) ไปลงที่จังหวัดหนองคาย จากนั้นมีรถประจำทางข้ามจากสะพานมิตรภาพไทย-ลาว และเดินทางไปสู่นครเวียงจันทร์ ซึ่งบริเวณหน้าไชยสมบูรณ์การท่องเที่ยว และบริการเกสต์เฮ้าส์ที่จะตั้งอยู่ตรงข้ามกับกรมป่าไม้ของทางลาว เพราะจะมีรถประจำทางปรับอากาศที่จะเดินทางไปยังกรุงฮานอยของประเทศเวียดนาม ใช้เวลาประมาณประมาณ 1 วันเต็มๆ เลยทีเดียวแต่จะมีเที่ยวเดียวเท่านั้นเวลาประมาณ 6 โมงเย็น เรียกว่า เป็นประสบการณ์ที่ค่อนข้างที่จะมาราธอน และเรียกว่ามีทิวทัศน์อันสวยงามของสองข้างทางที่สามารถทำให้คุณหายเหนื่อยได้เลยทีเดียว: ไชยสมบูรณ์การท่องเที่ยวและเกสเฮ้าส์ สามารถติดต่อได้ทางโทรศัพท์ ได้ทั้งสองประเทศทั้งประเทศลาว (+856-21) 212-32, 252-929 ประเทศไทย 081-574-2230

ทางรถไฟ                                ถ้าจะเริ่มต้นจากสถานีรถไฟหัวลำโพงนั่งไปลงที่สถานีรถไฟจังหวัดหนองคายซึ่งจะสิ้นสุดที่สถานีท่านาแล้ง แต่จะต้องต่อรถรับจ้างหน้าสถานีข้ามไปยังสะพานมิตรภาพไทย-ลาว และไปยังนครเวียงจันทร์ซึ่งจะต้องไปต่อรถประจำทางที่หน้ากรมป่าไม้ขงลาวซึ่งจะเป็นไชยสมบูรณ์การท่องเที่ยวและเกสต์เฮ้าส์ จะมีรถประจำทางปรับอากาศเดินทางไปยังกรุงฮานอยวันละ 1 เที่ยวเท่านั้น การเดินทางทางรถไฟจากกรุงเทพไปถึงหนองคายใช้เวลาถึง 8 ชั่วโมง (ซึ่งบางครั้งอาจจะใช้เวลาเกินกว่านั้น)  สามารถสอบถามตารางการเดินรถไฟได้ที่ 1690 หรือ www.railway.co.th

ทางเครื่องบิน         การเดินทางไปยังประเทศเวียดนามทางเครื่องบินนั้นเป็นการเดินทางที่ง่ายและประหยัดเวลาที่สุด สนามบินนานาชาติของทางเวียดนามนั้นเป็นให้บริการถึง 3 แห่งด้วยกันเช่น สนามบินนานาชาตินอยไบ ซึ่งจะไปส่งที่เมืองฮานอย สนามบินนานาชาติดานัง เมืองดานัง และสุดท้ายสนามบินนานาชาติตัน ซอน ยัท จะไปส่งที่เมืองโฮจิมินซิตี้ ซึ่งทั้ง 3 สนามบินนั้นจะใช้เวลาไม่เกิน 1 ชั่วโมง 40 นาทีเท่านั้นค่ะ ทางประเทศไทยมีสายการบินหลายสายเปิดเอาไว้ให้บริการอีกด้วย

  • สายการบินไทย โทรศัพท์ 02-356-1111        thaiairway.com
  • สายการบินแอร์เอเชีย โทรศัพท์ 02-515-9999        airasia.com
  • สายการบินเวียดเจ็ทแอร์ โทรศัพท์ 02-277-7111        vietjerair.com
  • สายการบินเวียดนามแอร์ไลน์ โทรศัพท์ 02-655-4137-40  vietnamairlines.com

ดินแดนแห่งธรรมชาติและวัฒนธรรมที่ผสมผสาน

ก่อนที่จะเดินทางไปท่องเที่ยวในประเทศเวียดนามนั้น เราควรที่จะเรียนรู้เรื่องภูมิประเทศให้ดีเสียก่อนเพราะในแต่ละภูมิประเทศของเวียดนามนั้น มีฤดูที่แตกต่างกันจนบางครั้งอาจจะทำให้เสียบรรยากาศในการท่องเที่ยวบางส่วนไปได้ซึ่งทางภูมิประเทศของทางเวียดนามนั้นติดต่อกับหลายประเทศ ทางทิศเหนือและทางทิศใต้นั้นติดกับทางใต้ของประเทศจีน, ทางทิศตะวันออกจะติดกับอ่าวไทย, ประเทศกัมพูชา และสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว อีกทั้งทางประเทศเวียดนามนั้นมีเพียงแค่ 3 ภาคเท่านั้น

ภาคเหนือ               เนื่องจากทางภาคเหนือของเวียดนามนั้นอุดมสมบูรณ์มาก จึงมีแม่น้ำแดงเป็นดินดอนสามเหลี่ยมที่อุดมสมบูรณ์มากๆ เป็นที่ๆ คุณมองไปทางไหนก็จะมีการเพาะปลูก อีกทั้งเป็นที่ตั้งของเมืองฮอยอันที่มีธรรมชาติอันสวยงาม และมีอ่าวฮาลองที่โด่งดังมากๆ อีกด้วย ภาคเหนือแบ่งออกเป็น 4 ฤดู คือ

  • ฤดูใบไม้ผลิ (มีนาคม-เมษายน) เป็นฤดูที่คุณจะได้ชื่นชมกับความสมบูรณ์ของธรรมชาติ แต่อาจจะมีฝนตกปรอยๆ อยู่บ่อยครั้ง แต่บรรยากาศเย็นสบาย มีอุณหภูมิอยู่ระหว่าง 17C – 23C
  • ฤดูร้อน (พฤษภาคม-สิงหาคม) เป็นช่วงที่อาจจะมีนักท่องเที่ยวค่อนข้างหนาตาเพราะบรรยากาศดีและอากาศเป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ มีอุณหภูมิอยู่ระหว่าง 30C-39C และเดือนที่ร้อนที่สุดนั้นจะอยู่ที่เดือน มิถุนายน
  • ฤดูใบไม้ร่วง (กันยายน-พฤศจิกายน) แม้คุณอาจจะไม่ได้เจอฤดูกาลใบไม้เปลี่ยนสี และส่วนใหญ่อาจจะเจอต้นไม้ยืนต้นแบบไร้ใบอยู่มากมายและอีกทั้งอากาศอาจจะเย็นลงเรื่อยๆ อุณหภูมิอยู่ระหว่าง 23C-28C
  • ฤดูหนาว (ธันวาคม-กุมภาพันธ์) เป็นฤดูที่อากาศจะหนาวมากที่สุดในรอบปี อุณหภูมิอยู่ระหว่าง 20C-7C แต่อาจจะลดลงถึง 0C และเดือนที่หนาวเย็นที่สุดนั้นคือ เดือนมกราคม

ภาคกลาง               ภาคกลางของประเทศเวียนนามนั้นจะมีชนกลุ่มน้อยอาศัยอยุ่กระจัดกระจายอยู่มากมาย พื้นที่ส่วนใหญ่ของภาคนี้มีทั้ง หากทราย ทะเลสาบ หินภูเขาไฟ เนินทรายอยู่มากมายและมีบรรยากาศร้อนเกือบตลอดทั้งปี และมีเพียง 2 ฤดูเท่านั้น

  • ฤดูฝน (พฤษภาคม-ตุลาคม) อาจจะเป็นเพราะพื้นที่แถบนี้นั้นเป็นพื้นที่ที่มีภูมิประเทศร้อนอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นในหน้าฝนนั้นอุณหภูมิจะอยู่ระหว่าง 40C แม้จะมีฝนตกอยู่ตลอดก็ตามที
  • ฤดูแล้ง (ตุลาคม-เมษายน) แม้จะเป็นฤดูแล้งที่มีอุณหภูมิถึง 40C ในหน้าฝนแต่ในหน้าแล้งนั้นสามารถมีอุณหภูมิถึง 20C เลยที่เดียวและในเดือน มกราคม จะเป็นเดือนที่มีอุณหภูมิที่อากาศเย็นที่สุด

ภาคใต้                    เป็นที่ลุ่มแม่น้ำที่ติดกับลุ่มแม่น้ำโขง ที่อุดมสมบูรณ์และมีแหล่งที่เพราะปลูกที่สำคัญและใหญ่ที่สุดในเวียดนาม เป็นที่ตั้งของกรุงโฮจิมินซิตี้อีกด้วย

  • ฤดูฝน (พฤษภาคม-พฤศจิกายน) แม้จะมีฝนตกอยู่ประปรายอุณหภูมิอยู่ระหว่าง 25C-39C และในเดือนที่ร้อนที่สุดคือ เมษายน
  • ฤดูแล้ง (พฤศจิกายน-เมษายน) เดือนที่อากาศเย็นที่สุดของปีคือเดือน มกราคม อุณหภฒิอยู่ระหว่าง 20C-26C

เก็บกระเป๋าเที่ยวกัมพูชากันเถอะ

กัมพูชานั้นเป็นประเทศที่น่าค้นหาและดูลึกลับไม่ใช่น้อย เป็นแรงดึงดูดให้นักท่องเที่ยวทั่วโลกมาเยี่ยมเยือนนับล้าน เมื่อได้ขึ้นชื่อว่าเป็น 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลก ซึ่งเราเองที่อยู่ใกล้กัมพูชานั้นที่ห่างเพียงแค่ 420 กิโลเมตร แถมยังมีพรหมแดนติดอยู่กับ อำเภออรัญประเทศ ของประเทศไทยอีกด้วย ซึ่งการเที่ยวทัวร์ประเทศกัมพูชามีแหล่งวัฒนธรรมที่น่าสนใจมากมาย เราได้จำแนกมาให้อ่านกันก่อนที่จะวางแผนเที่ยวกันด้วยค่ะ เพราะว่าถ้ามาเยือนกัมพูชาต้องห้ามพลาดสถานที่เหล่านี้เป็นอันขาด เพราะเมื่อเดินทางมาเที่ยวที่นี่แล้วก็ต้องเที่ยวให้ทั่วใช้ไหมล่ะคะ

1

  • นครวัด ปราสาทนครวัดเป็นสิ่งอัศจรรย์ที่สุดของกัมพูชา เพื่อศึกษาวัฒนธรรมของชาวขอมโบราณ เมื่อคุณก้าวเข้าสู่นครวัดก็เหมือนกำลังก้าวเข้าสู่ดินแดนมหัศจรรย์อีกมิติหนึ่งเลยทีเดียว นครวัด ได้ถูกยกย่องให้เป็นสิ่งอัศจรรย์ 1 ใน 7 ของโลกเลยทีเดียว
  • ปราสาทบายัน นครธม ตามความเข้าใจของคนทั่วไปนั้นจะเข้าใจว่า นครธม เป็นชื่อของปราสาทแต่อันที่จริงแล้วมันเป็นชื่อของเมืองพระนครที่มีความยิ่งใหญ่ซึ่งมีปราสาทมากมายตั้งอยู่ในนครธมที่สร้างขึ้นเมื่อสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ซึ่งกษัตริย์พระองค์นี้มีความนับถือศาสนาพุทธนิกายมหายานเป็นอย่างมากค่ะ หนึ่งในปราสาทที่ไม่ควรพลาดเป็นอย่างมากคือ ปราสาทบายัน ซึ่งเป็นปราสาทที่มีพระพักตร์ของพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรประดับอยู่บนยดพระปรางค์ถึง 54 ปรางค์ ซึ่งรวมทั้งสิ้น 216 ใบหน้า
  • ปราสาทตาพรหม ปราสาทกลางใจเมืองที่สวยงาม จุดเด่นคือมีรากไม้ขนาดใหญ่อยู่เหนือปราสาทซึ่งสวยงามมากเหมือนกับทั้งปราสาทหินและต้นไม้ใหญ่เป็นหนึ่งเดียวกันเลยทีเดียว อีกทั้งด้วยรากไม้ใหญ่นี้ทำให้ปราสาทตาพรหมเป็นที่ลึกลับน่าค้นหาอีกด้วยค่ะ
  • 2
  •  
    • ปราสาทพระขรรค์และปราสาทนาคพัน ปราสาททั้งสองแห่งนี้สร้างเมื่อช่วงพุทธศตวรรษที่ 18โดยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 แม้จะสร้างโดยกษัตริย์พระองค์เดียวกันแต่ลักษณะและการสร้างนั้นแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ปราสาทพระขรรค์นั้นสร้างอยู่บริเวณดินแดนของขอมและจาม สร้างเพื่อถวายพระราชบิดาของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 อีกส่วนคือปราสาทนาคพันซึ่งตั้งอยู่กลางสระน้ำใหญ่ ปราสาทเป็นปรางประธานเดี่ยวค่ะ
    • ปราสาทบันทายสรี ปราสาทซึ่งสร้างขึ้นเป็นเทวสถานขนาดเล็ก แต่สิ่งที่พิเศษของที่นี่นั้นคือ การก่อสร้างที่พิถีพิถันเป็นอย่างมากและใช้เพียงหินสีชมพูที่มีเนื้อละเอียด ทำให้ลวดลาย แกะสลักทุกชิ้นนั้นสวยงามและคมชัดเนอย่างมาก
    • ปราสาทบึงมีเลีย ตามความเชื่อนั้นเล่ากันว่าปราสาทแห่งนี้สร้างเพื่อเป็นต้นแบบของปราสาทนครวัด ปัจจุบันราสาทบึงมีเลียจะพังทลายไม่เหลือความสวยงามเชกเช่นในอดีต แต่ภาพแกะสลักและต้นไม้ที่เขียวขจีที่โอบล้อมปราสาทเอาไว้ด้วย ให้ความรู้สึกตื่นเต้นน่าผจญภัยไปอีกแบบ
    • กบาลสะเบียน การเที่ยวที่กบาลสะเบียนนั้นถือว่าเป็นการผจญภัยแบบหนึ่งเพราะจะต้องเดินเท้าเข้าในป่าถึง 2 กิโลเมตรเพื่อเข้าไปภาพแกะสลักนารายณ์บรรทมสินธิ์ที่โด่งดัง ศิวลึงค์พันอันใต้ลำธารในป่าใหญ่ และสะพานหินธรรมชาติ (กบาลสะเบียน) ที่มีอายุกว่าพันปีบนลำธารสายเล็กๆ
    • เกาะแกร์ เกาะแกร์นั้นเป็นชื่อเรียกของปราสาทที่ตั้งอยู่เป็นเกาะกลุ่มใกล้ๆ กับเสียบเรียบ การเดินเที่ยวชมนั้นอาจจะต้องใช้เวลาถึงครึ่งวันเลยทีเดียว แต่รับรองว่าไม่ผิดหวังแน่นอนคุณนั้นจะตื่นตาตื่นใจกับปราสาทต่างๆ เช่น ปราสาทธม ปราสาททรงปิรามิดซึ่งจะออกแบบเป็นทรงขั้นบันไดที่สำคัญ ปราสาททรงนี้มีแห่งเดียวในเสียมเรียบอีกด้วย
    • เขาพนมกุเลน เขาพนมกุเลนนั้นในอดีตนั้นเป็นเมืองที่สำคัญอีกเมืองแห่งอาณาจักรขอม สังเกตจากปราสาทในเสียบเรียบนั้นล้วนสร้างขึ้นจากหิน และมาจากเขาพนมกุเลนทั้งสิ้นและมีสิ่งก่อสร้างที่น่าสนใจและสวยงามเป็นอย่างมาก เขาพนมกุเลนมีธรรมชาติที่งดงามและศิลปะวัฒนธรรมที่น่าทึ่งอีกด้วย
    • พนมบาแค็ง พนมกรอม พนมบก ในเมืองเสียมเรียบนั้นมีภูเขาอีกด้วยซึ่งเป็นภูเขาขนาดเล็กที่สามารถเดินขึ้นสำรวจได้และใช้เวลาไม่นานนักนั่นคือ พนมบาแค็ง พนมกรอมและพนมบก ที่มีปราสาทให้ชมบนยอดเขาให้ได้เข้าชมอีกด้วย รวมจนถึงทิวทัศน์ธรรมชาติตลอดสองข้างทางอีกด้วย
    • โตนเลสาบ การเที่ยวกัมพูชาไม่ได้มีเพียงแค่การเที่ยวชมปราสาทหินต่างๆ เพียงเท่านั้น “โตนเลสาบ” ทะเลสาบน้ำจืดที่ได้ขึ้นชื่อว่าใหญ่ที่สุดในเอเชีย คุณจะรื่นรมย์กับทิวทัศน์ริมทะเลสาบ เรียนรู้วิถีชีวิตของชาวประมง ชมพระอาทิตย์ตกก็ได้นะคะ
    • เสียมเรียบ บริเวณส่วนในของเสียมเรียบนั้น ไม่ได้มีแต่ปราสาทเท่านั้น ในตัวเมืองมีส่วนพื้นที่ที่น่าสนใจเป็นอย่างมากอย่างเช่น ศาลหลักเมือง ตำหนักพระเจ้านโรดมสีหนุ  พิพิธภัณฑ์แห่งชาติอังกอร์ ซึ่งเป็นศูนย์รวมวัฒนธรรมที่งดงามและสำคัญเป็นอย่างมากในเสียมเรียบ
    • กรุงพนมเปญ ในกรุงพนมเปญนั้นอาจจะไม่มีปราสาทหินให้ได้ชมแต่นักท่องเที่ยวสามารถซื้อโปรแกรมเพื่อเข้าชมวัดวาอาราม วัง ตึกรามบ้านช่องที่เป็นเหมือนศูนย์ประวัติศาสตร์ชิ้นใหญ่ให้ได้ศึกษาอีกด้วย และสำหรับขาช็อปต้องไม่พลาดเพราะในกรุงพนมเปญมีแหล่งช็อปปิ้งอยู่มากมายและนอกจากนั้นยังมีจุดชมวิวสวยๆ อีกด้วยค่ะ

กวางโจวเมืองประวัติศาสตร์กว่า 2,800 ปี

เมืองใหญ่ที่มีชื่อเรียกหลายชื่อไม่ว่าจะเป็น กวางโจ กว่างโจว และกวางเจา เมืองเอกของมณฑลกวางตุ้ง ที่ตั้งอยู่บนปากแม่น้ำจูเจียงที่มีประวัติศาสตร์ที่มีความยาวนานถึง 2,800 ปีเป็นเมืองท่าที่สำคัญทั้งในอดีตไปจนถึงปัจจุบันเลยทีเดียว กวางโจวได้ขึ้นชื่อว่าเป็น “เมืองแพะ” ตั้งแต่สมัยราชวงศ์ซ่งมาแล้ว กวางโจวหรือกวางเจานั้นเป็นเมืองท่าที่มีชื่อเสียงที่ดังไปทั่วโลก มีการค้าขายกับประเทศผู้ค้าชั้นนำทั่วโลก มีชื่อเสียงด้านประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมที่สำคัญและการเที่ยวและเยี่ยมชมนั้นเป็นเป็นเรื่องที่นักท่องเที่ยวขาลุยไม่ควรพลาดเลยทีเดียว

1

 

  • สวนสาธารณะเย่ว์ซิ่ว ภูมิทัศน์ที่งดงามและร่มรื่นของสวนสาธารณะที่สร้างขึ้นในปีค.ศ.1952 สวนสาธารณะที่เป็นสวนเชิงทัศนียภาพที่ใหญ่ที่สุด มีเนื้อที่ถึง 9 เอเคอร์ ในสวนนั้นมีอนุสาวรีย์ห้าแพะ ที่เป็นสัญลักษณ์ของนครกวางเจา หินแกรนิตแกะสลัก 120 ก้อน ที่มีความสูง 11 เมตรที่มีความสวยงามอย่างยิ่งติด 1 ใน 8 แหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมของเมืองที่นักท่องเที่ยวนิยมมาแวะถ่ายรูปและเดินชมสวนแห่งนี้ด้วย อนุสาวรีย์แห่งนี้สูงถึง 11 เมตรและตัวที่มหญ่ที่สุดนั้นคาบรวงข้าวถึง 6 รวง เพราะมีเรื่องเล่าเมื่อครั้นสมัยโบราณกวางโจวมีความลำบากแร้งแค้น เทวดาได้เกิดการเห็นใจ จึงส่งแพะห้าตัวส่งมาช่วย โดยการนำพืชต่างๆ มาปลูกในกวางเจา ต่อมากวางเจาจึงค่อยๆ อุดมสมบูรณ์ขึ้นเรื่อยๆ ชาวเมืองได้ซาบซึ้งและสร้างอนุสาวรีย์ขึ้นที่มีชื่อเสียงเป็นอย่างมาก นักท่องเที่ยวจึงนิยมมาถ่ายรูปที่นี่มาเป็นที่แรกก่อนที่จะไปเยือนที่อื่น
  • พิพิธภัณฑ์ ดร. ซุนยัดเซ็น เมื่อมาถึงกวางเจาทั้งทีไม่ไปเยี่ยมเยือนบุคคลสำคัญของประเทศจีนก็คงเหมือนกับว่าคุณมาไม่ถึง ดร.ซุน ยัดเซ็น พิพิธภัณฑ์ที่สร้างขึ้นเพื่อรำลึกถึง ดร. ซุนยัดเซ็น ผู้เป็นบิดาของคนจีนยุคใหม่และผู้บุกเบิกการปฏิวัติประชาธิปไตย เป็นผู้ที่ก่อตั้งพรรคก๊กมินตั๋ง และเป็นประธานาธิบดีคนแรกของสาธารณรัฐจีน พิพิธภัณฑ์แห่งนี้สร้างเสร็จเมื่อปี 1972 ด้านหน้ามีแผ่นป้ายที่เขียนว่า “เทียน เซี้ยะเหวยกง” ซึ่งท่านเป็นผู้เขียนด้วยตัวเองโครงสร้างภายในจะลอกเลียนแบบวังแบบเก่าในจีน หลังคาปูด้วยกระเบื้องสีเหลือง ภายในมีห้องหลากหลายทั้งห้องประชุม ห้องสมุด ห้องภาพและห้องบรรยาย ภายในห้องโถงใหญ่จะมีรูปปั้นของดร. ซุนยัดเซ็น ที่ทำจากทองแดงแท้ที่มีความสูงถึง 8 เมตร ฐานสูง 3.1 เมตรอีกด้วย

2

 

  • พิพิธภัณฑ์สุสานฮ่องเต้หนานเยว่ สุสานของราชวงศ์ฮั่นตะวันตกที่มีความเก่าแก่และมีความสำคัญที่เผยถึงความยิ่งใหญ่แห่งหนึ่ง ที่สำคัญพิพิธภัณฑ์ที่เป็น 1 ใน 80 สุสานที่จัดแสดงข้าวของโบราณตั้งแต่สมัยราชวงศ์ฮั่นตะวันตก พิพิธภัณฑ์ที่มีชื่อเสียงที่สุดของโลก บนที่ดินขนาด 14,000 ตารางเมตร ห้องที่จัดการแสดงนิทรรศการมีถึง 10 ห้องตัวสุสานขุดลึกลงไปในบริเวณใต้ดินไปถึง 20 เมตร ทำขึ้นจากหินขนาดใหญ่ 750 ก้อนที่ตกแต่งด้วยจิตรกรรมฝาผนัง และเครื่องมือ เครื่องใช้กว่า 10,000 ชิ้น เช่น เครื่องทองเหลือง และเครื่องปั้นดินเผาอีกด้วย อีกทั้งยังเป็นที่เก็บรักษากระดิ่งพวงทองเหลือง 3 ชุด แจกันทองเหลือง 36 ใบ กระจกทองเหลือง 36 บาน และตราประทับทองอีก 3 ชิ้นซึ่งเรียกว่า สถานที่แห่งนี้เป็นพิพิธภัณฑ์ที่เก็บข้าวของโบราณหลายชิ้นมากที่สุด
  • วัดกวงเสี้ยว อีกหนึ่งโบราณสถานที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศจีน ในราชวงศ์ฮั่น เดิมที่วัดกวงเสี้ยวเคยเป็นที่ประทับของฮ่องเต้หน่านเหย่ในสมัยราชวงศ์ฮั่นราว ค.ศ. 400จากนั้นกลายมาเป็นวัดที่สวยงามในปัจจุบัน  ถึงแม้วัดแห่งนี้จะเกิดไฟไหม้ขึ้นมาหลายครั้ง วิหารแห่งนี้จึงสร้างขึ้นมาใหม่อีกครั้ง เมื่อเดินเข้าไปในวัด นักท่องเที่ยวจะพบกับยักษ์สองตน ยืนอยู่บริเวณหน้าประตู เมื่อก้าวผ่านเข้าไปในประตูจะพบกับพระสังกัจจายน์สีเหลืองอร่ามประดิษฐานอยู่ตรงหน้า ภายในวัดจะมีวิหารต่างๆ ที่สร้างกระจัดกระจายกันอยู่หลายหลัง ภายในวัดมีวิหารกระจายตามบริเวณต่างๆ อยู่มากมาย เจดีย์เหล็กเก่าแก่ที่มีอยู่หลายองค์ โดยสันนิษฐานว่าเป็นเจดีย์ที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศจีน เมื่อเจอเจดีย์ที่มีชื่อว่า liuzu เจดีย์ที่มีคนไปสักการะกันมากมาย สามารถเข้าไปขอพรได้โดยการเดินวนรอบ 3 รอบและอธิฐาน บริเวณด้านหน้าเจดีย์มีตระกร้าใส่ถั่ววางอยู่เหมือนเป็นเครื่องสักการะ ที่วางรอบเจดีย์ก็มีการวางธูปกองละสามดอก องค์ ในวิหารหลังใหญ่จะมีพระโพธิศัตว์กวนอิมประดิษฐานอยู่ที่นักท่องเที่ยวนิยมไปขอพรอีกด้วย ระหว่างทางจะพบกับบทกวีที่งดงามวางเรียงรายอยู่ตลอดทางเดินอีกด้วย
  • ภูเขาไป๋หยุนซาน หรือที่แปลว่า “ภูเขาเมฆขาว” ปอดที่สำคัญของของชาวกวางโจว วิวทิวทัศน์ที่งดงามไปจนสุดลูกหูลูกตาด้วยเขาน้อยใหญ่กว่า 30ลูก 1 ใน 8 สุดยอดที่เที่ยวของเมืองกวางเจา หมู่เมฆที่ล่องลอยสลับกับทิวเขานั้นสวยงามเป็นอย่างยิ่ง พื้นที่ที่กว้างใหญ่ถึง 98 ตารางกิโลเมตร พื้นที่ที่เต็มไปด้วยต้นไม้ที่เขียวชอุ่ม ผิวน้ำทะเลสาบที่สวยงามและราบเรียบเหมือนกระจก นักท่องเที่ยวสามารถนั่งกระเช้าไปถึงยอดเขาได้ด้วยรวมถึงรถที่คอยรับส่งนักท่องเที่ยวอยู่ตลอดทั้งวัน ผู้ที่รักธรรมชาติอย่างแท้จริงไม่ควรพลาด บริเวณโดยรอบมีความสะดวกสบายมีทั้งร้านอาหารและร้านค้าโดยรอบ ซึ่งปัจจุบันนั้นเป็นสถานที่ออกกำลังกายและเหมือนเป็นที่พักผ่อนของชาวกวางเจาอีกด้วย ซึ่งการเดินทางนั้นใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 2 ชั่วโมงควรที่จะเผื่อเวลาเอาไว้ด้วย

 

 

กบาลสะเปียนประติมากรรมทางธรรมชาติ

1

การเดินเข้าไปผจญภัยกับธรรมชาติที่สวยงามอย่างกบาสะเบียน ที่เมื่อเดินเข้าไปคุณจะเจอกับสะพานหินที่ทอดข้ามผ่านกับสายลำธารเล็กๆ แต่ซึ่งภายในมีประติมากรรมที่ดผสมผสานกับลำธารอย่างกลมกลืนกับรูปสลักศิวลิงค์ที่สวยงามและรูปประติมากรรมของโยนีขนาดต่างๆ ให้นักท่องเที่ยวได้ชื่นชมอีกด้วยซึ่งมีความยาวกว่า 1 กิโลเมตรค่ะ ซึ่งสร้างขึ้นเมื่อเมื่อสมัยพระเจ้าชัยวรมัยที 2 ซึ่งพระองค๋มประราชประสงค์ให้เป็นให้สรเงพิ้นที่ที่ประกอบพิธีพระราชพิเสกเสกน้ำเพื่อทำน้ำศักดิ์สิทธิ์เพื่อให้ชาวบ้านได้เข้าเคารพ ชาวบ้านเชื่อว่าน้ำจากสถานที่นี้มีความศักดิ์สิทธ์ ซึ่งสามารถทำไปบูชา รักษาโรคจากโรคภัยไข้เจ็บ อีกทั้งสามารถทำให้พืชพันธุ์อุดมสมบูรณ์และมีผลผลิตมากขึ้น อีกทั้งลำธารแห่งนี้ต้นกำเนิดมาจากเทือกเขาพนมกุเลนอีกด้วย

ระยะเวลาในการเข้าชมควรใช้  เวลาในช่วงเช้าเพราะค่อนข้างไกลจากเสียมเรียบพอสมควร

เส้นทางการเดินทาง              มุ่งทางออกจากตัวเมืองเสียงเรียบใช้เส้นทางปราสาทบันทายเสรีประมาณ 32 กิโลเมตรเมื่อถึงปราสาทบันทายเสรีเลี้ยวขวาไปอีก 12 กิโลเมตรจะถึงกลาบสะเปียนค่ะ

ค่าเข้าชม

1 วันคิดค่าบริการ 20 US

3 วันคิดค่าบริการ 40 US

7 วันคิดค่าบริการ 60 US

2

เมื่อถึงกบาลสะเปียน

บริเวณเทือกเขากบาลสะเปียนจะต้องเดินขึ้นไปอีกประมาณ 1.5 กิโลเมตรซึ่งเป็นทางที่ต้องไต่เขาค่ะคุณควรเตรียมตัว เมื่อไปถึงคุณจะพบกับศิวลึงค์ที่ตั้งอยู่นับพันองค์ซึ่งจะอยู่ใกล้กับฐานโยนีที่อยู่ใต้พื้นฐานผิวน้ำ และอีกทั้งยังมีภาพสลักอยู่มากมาย เช่นภาพนารายณ์บรรทมสินธุ์ พระพรหมสี่หน้า เป็นต้นซึ่งจะประทับอยู่บนปรางค์ปราสาท มีข้อสันนิฐานว่า กษัตริย์ในยุคนั้นต้องการจะสร้างตามความเชื่อตามคติของพราหมณ์ ลัทธิไศวนิกายซึ่งนับถือพระศิวะ จึงมีการสลักศิวลึงค์และฐานโยนีซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของพระศิวะและชายาไว้ใต้ผิวน้ำค่ะ

ชื่นชมน้ำตกและลำธาร

ภายในกบาลสะเบียนจะมีน้ำตกสายเล็กๆ และมีความสวยงามเป็นอย่างมากและได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยว และควรมาในช่วงปลายฝนต้นหนาวซึ่งจะมีน้ำมากกว่าฤดูอื่นๆ และถ้าต้องการเล่นน้ำก็ควรเอาเสื้อผ้ามาเปลี่ยนด้วยเพราะคุณสามารถลงเล่นน้ำได้ด้วยอีกทั้งยังสามารถชมทัศนียภาพที่สวยงามอีกด้วย

6 ไอเดียแต่งห้องนั่งเล่นให้แปลกตา หรูหราและเปี่ยมด้วยบรรยากาศน่าผ่อนคลาย

ห้องนั่งเล่นบ้านของใครที่เต็มไปด้วยความราบเรียบธรรมดา คงถึงเวลาแล้วนะคะที่คุณจะลุกขึ้นมาปรับแต่งหรือออกแบบห้องนั่งเล่นให้เปี่ยมไปด้วยสีสันแห่งความแปลกตา ทั้งดีไซน์และการตกแต่งอื่นๆ เพื่อให้ประหยัดทั้งพื้นที่มากขึ้น และยังสามารถขยับพื้นที่ใช้สอยในส่วนอื่นเข้าไว้ด้วยกันได้อย่างสวยงามลงตัว และไอเดียที่เราหยิบมานำเสนอเหล่านี้ก็นับว่าเป็นไอเดียสุดเจิดที่คนรักการแต่งบ้านไม่ควรพลาดอย่างยิ่ง เอาล่ะ มาดูพร้อมๆ กันเลยนะคะ

5.1

1.ผสานพื้นที่ใช้สอยเข้าไว้ด้วยกัน
สำหรับใครที่ต้องการขยายพื้นที่ใช้สอยให้สุดคุ้มหรือขยับขยายพื้นที่อื่นๆ ให้เหลือเฟือมากขึ้น ลองใช้ไอเดียสร้างสรรค์ด้วยการรวมเอาห้องนั่งเล่นมาไว้เป็นส่วนเดียวกันกับส่วนอื่นๆ ภายในบ้านก็ได้ เช่น ยกเอาห้องอ่านหนังสือมาจัดให้เกิดการผสมผสานที่ลงตัวกับห้องนั่งเล่น รับรองค่ะว่าการผสมผสานแบบนี้จะทำให้เกิดมุมของห้องนั่งเล่นที่มีเอกลักษณ์โดดเด่น น่าทั้งนอนอ่านหนังสืออย่างเอกเขนกสุดแสนผ่อนคลาย และน่าพักผ่อนหย่อนใจในอิริยาบถเงียบเชียบดั่งใจได้เป็นอย่างดีทีเดียว

2.ดีไซน์แปลกตา
อาจออกแบบห้องนั่งเล่นให้มีพื้นที่ต่ำกว่าระดับพื้นปกติสัก 2 – 3 ขั้นบันไดสิคะ ดีไซน์ห้องนั่งเล่นที่ถูกออกแบบมาอย่างแตกต่างแบบนี้จะให้ความแปลกใหม่และทำให้บรรยากาศของห้องนั่งเล่นน่าสนใจมากขึ้นทีเดียว แถมยังเหมาะสำหรับเป็นห้องรับรองแขกในตัวได้อย่างดีอีกด้วย

5.2

3.สร้างบรรยากาศความใกล้ชิดกันอย่างอบอุ่น
ห้องนั่งเล่นเป็นพื้นที่ที่ทุกคนในบ้านสามารถมานั่งพักผ่อนหย่อนใจ พูดคุยกันและรองรับแขกที่มาเยือนได้อย่างดี และเพื่อให้การพบปะกันแวดล้อมไปด้วยกลิ่นอายแห่งความอบอุ่น ทำให้เกิดช่วงเวลาสุดแสนพิเศษยิ่งขึ้น แนะนำให้จัดโซฟาหรือเก้าอี้นั่งต่างๆ ให้เชื่อมโยงเข้าถึงกัน เช่น อาจจัดโดยการหันหน้าเก้าอี้กัน เป็นต้น

4.ตั้งวางโซฟาให้ใกล้ชิดหน้าต่าง
แสงจากธรรมชาติที่สาดส่องผ่านริมหน้าต่างจะสะท้อนกลิ่นอายอันแสบอบอุ่นมากขึ้น และทำให้ห้องนั่งเล่นเป็นมุมที่โปร่งโล่งเบาสบายมากขึ้นอีกด้วย ดังนั้น ควรตั้งโซฟาให้ใกล้ชิดกับหน้าต่างมากที่สุด ช่วงเวลาที่คุณนอนพักอิงพิงกายเอกเขนกอ่านหนังสือหรือจิบกาแฟ พร้อมกับมีแสงอ่อนๆ สาดแสงมาลูบไล้ผิวนั้นจะเป็นบรรยากาศที่มีเสน่ห์อย่างมากที่สุดเลยล่ะ นอกจากนี้ อย่าลืมเลือกใช้เฟอร์นิเจอร์สีอ่อนนุ่มมาจัดวางให้เข้ากันด้วยนะคะ จะได้กลมกลืนเข้ากับแสงจากธรรมชาติและยังเพิ่มความเบาตามากขึ้นอีกด้วย

5.3

5.อินเทรนด์ด้วยการตกแต่งจากโคมไฟ
โคมไฟจัดว่าเป็นของตกแต่งที่เพิ่มความงดงามของห้องนั่งเล่นได้ดีทีเดียว และปัจจุบันการนำโคมไฟมาตกแต่งยังเป็นไอเดียที่ได้รับความนิยมสุดๆ เพราะข้อดีที่คุณจะได้รับคือ มันสามารถให้ทั้งแสงสว่างและช่วยเพิ่มความสดใสภายในห้อง แนะนำให้ลองใช้โคมไฟหลายแบบมาใช้ตกแต่งดูค่ะ ไม่ว่าจะทั้งดีไซน์ รูปทรงความสูงหรือแม้แต่วัสดุ ก็จะช่วยแต่งเติมมุมมองใหม่ๆ ให้ห้องนั่งเล่นกลายเป็นมุมโปรดที่น่าสนใจมากขึ้นได้

6.ตกแต่งด้วยวัสดุจากธรรมชาติ
การนำวัสดุจากธรรมชาติมาใช้ตกแต่งห้องนั่งเล่นจะช่วยปรับให้ห้องมีสไตล์โดดเด่นและยังมีความคลาสสิกสุดๆ อีกทั้งวัสดุประเภทไม้ยังเผยถึงความหรูหราและให้บรรยากาศที่น่าผ่อนคลายได้เช่นเดียวกัน ที่สำคัญมันยังเข้ากันกับการตกแต่งทั้งแบบลำลองและแบบทางการได้เป็นอย่างดีด้วยค่ะ

การตกแต่งห้องนั่งเล่นธรรมดาให้กลายเป็นพื้นที่น่าพักผ่อนหย่อนใจที่มาพร้อมสไตล์อันโดดเด่นอย่างที่ไม่มีใครเหมือน ท่ามกลางความแปลกตา หรูหราและแปลกใหม่นั้น ย่อมทำให้บรรยากาศของการพักผ่อนหย่อนใจ เต็มเปี่ยมไปด้วยความสงบสุข ผ่อนคลาย นอกจากทุกคนในบ้านจะมีความสุขสดใสมากขึ้นแล้ว แขกที่มาเยี่ยมเยือนบ้านของคุณจะต้องพลอยประทับใจในมุมงดงามนี้ไปตามๆ กันไม่น้อยเลยล่ะ

เทคนิคปรับแต่งห้องกินข้าวเล็กๆ ให้โปร่งกว้างมากขึ้น

ภายในบ้านทุกบ้านจะต้องมีห้องกินข้าวหรือมุมที่จัดสรรเป็นสัดส่วนสำหรับมุมนั่งกินข้าวนั่นเอง ซึ่งหลักๆ จะต้องมีโต๊ะรับประทานอาหารและเก้าอี้จัดเข้าชุดกันอย่างครบครัน แต่สำหรับบ้านของใครที่อยากมีมุมของการตั้งวางโต๊ะกินข้าว ทว่าหากมีปัญหาตรงที่พื้นที่บ้านเล็ก แคบทำให้ไม่เอื้ออำนวยในการตกแต่งมุมนี้ได้อย่างใจเท่าไรนัก วันนี้เรามาลองดูไอเดียการตกแต่งเพื่อจัดมุมห้องกินข้าวของคุณให้แลดูกว้างขวางขึ้นกันดีกว่า

4.1

1.ปกปิดสิ่งที่ไม่น่ามอง
ภายในห้องกินข้าวเล็กๆ แคบๆ ของบ้านคุณนั้นหากมีภาพวิวทิวทัศน์ หรือภาพตกแต่งไม่สวยงาม มองดูแล้วทำให้บรรยากาศของการกินข้าวไม่อร่อยเอาเสียเลย แนะนำให้หาผ้ามาคลุมปกปิดเอาไว้ดีกว่าค่ะ รวมถึงของตกแต่งสีอ่อนๆ อย่างสีขาวหรือสีพาสเทลก็ด้วยเช่นกัน เทคนิคนี้จะช่วยปรับบรรยากาศของห้องกินข้าวให้พลอยมีบรรยากาศที่สวยงามและดูกว้างขวางมากขึ้นได้

2.จัดเก็บของให้เป็นระเบียบ
ห้องกินข้าวจะต้องมีข้าวของเครื่องใช้ภายในครัวด้วยกันหลายอย่าง เช่น กล่องใส่ของ ตะกร้าของกินหรือสิ่งของใช้อื่นๆ เราควรจัดเก็บให้เข้ารวมไว้ในที่เดียวกันค่ะ แล้วจัดเก็บเต้าตู้ให้เรียบร้อย สำหรับในส่วนของตู้เก็บของนั้นก็ควรแบ่งพื้นที่เพื่อเก็บแยกสิ่งต่างๆ ไว้เป็นหมวดหมู่ชัดเจน ทั้งนี้เพื่อให้สะดวกต่อการหยิบใช้งาน

4.2

3.สร้างความกลมกลืนด้วยสีเดียวกับผนัง
การตกแต่งห้องกินข้าวด้วยเฟอร์นิเจอร์โทนสีสดใสที่มีความแตกต่างจากสีผนัง จริงอยู่ที่มันจจะทำให้ห้องกินข้าวดูสวยงามมากขึ้น แต่มันกลับทำให้ห้องนั้นๆ ดูแคบลงไปถนัดตาเลยล่ะ ดังนั้น หากคุณต้องการเนรมิตห้องกินข้าวให้แลดูกว้างขวางอย่างใจต้องการล่ะก็ แนะนำให้หันมาใช้เฟอร์นิเจอร์ตกแต่งที่มีสีเดียวกันกับสีผนังจะดีกว่าค่ะ เพราะจะได้เกิดความกลืมกลืนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันทั้งหมดนั่นเอง

4.ตกแต่งด้วยภาพหรือสิ่งของสวยงามสบายตาแบบน้อยชิ้น
เพราะห้องกินข้าวคือ ห้องอาหารที่เรามีไว้สำหรับนั่งรับประทานอาหารด้วยกันทั้งครอบครัว ทั้งยังเป็นห้องรับรองแขกเมื่อแขกเดินทางมาทานอาหารที่บ้านร่วมกันได้อีกด้วย สำหรับการตกแต่งห้องครัวนั้น ไม่แนะนำให้ตกแต่งด้วยสิ่งของมากมายหลายชิ้นจนเพิ่มสีสันและความรกระเกะระกะให้รู้สึกไม่สบายตา โดยควรตกแต่งด้วยภาพศิลปะบนผนังที่ไม่ใช่ภาพเล็กหรือกว้างใหญ่เกินไป สีสันของภาพอาจจะเน้นสะท้อนถึงภาพของอาหารที่มีหน้าตาน่ารับประทานหรือภาพดอกไม้สวยๆ สีสันอ่อนหวาน เพื่อฉุดดึงอารมณ์ให้อยากทานอาหารมากขึ้น พร้อมกันนี้ บนโต๊ะอาหารควรตั้งแจกันดอกไม้ประดับที่ไม่ใหญ่เทอะทะเกินไป อาจจะมีดอกไม้ปักแจกันเพียง 1 – 3 ดอกในแจกันโปร่งใสบางเบาก็ได้ แนะนำให้ใช้แจกันที่สะท้อนแสงแบบโปร่งๆ สบายตาหรือแบบใสๆ ก็ได้

4.3

5.เพิ่มความโปร่งด้วยการเปิดหน้าต่างรับแสงและลม
ห้องกินข้าวควรจัดในห้องหรือในมุมของบ้านที่มีหน้าต่างด้านข้างโดยรอบด้วยจะยิ่งดีมากเลยค่ะ และควรเปิดหน้าต่างเพื่อรับสายลมบางเบาพัดโชยมา บรรยากาศของวิวนอกหน้าต่างทั้งแสงแดด สายลมและทิวทัศน์ภายนอก บวกกับหน้าต่างที่เปิดออกกว้างมีแสงสาดส่องเพื่อเพิ่มความสว่างในแบบธรรมชาติ จะยิ่งทำให้ห้องกินข้าวกว้างและสบายตา ไม่คับแคบมากขึ้นแน่นอน

เป็นอย่างไรกันบ้างละคะ สำหรับใครที่รักการแต่งบ้านเป็นชีวิตจิตใจ เมื่อห้องกินข้าวของคุณเล็กลงก็ไม่เห็นจำเป็นเลยจริงไหมที่เราจะต้องสร้างใหม่ ทุบ ต่อเติมหรือทำการรีโนเวทบ้านให้วุ่นวาย เพราะเพียงแค่คุณหันมาปรับเปลี่ยนด้วยการใช้ข้าวของเครื่องใช้ใหม่ๆ เข้าไปแทน ด้วยการใช้เทคนิคดังกล่าวที่เราแนะนำ อาทิ การเพิ่มลวดลาย การเปลี่ยนสีของเฟอร์นิเจอร์และการจัดเก็บข้าวของให้เข้าที่เรียบร้อยเป็นสัดส่วน  เพียงเท่านี้ก็จะช่วยให้ห้องกินข้าวของคุณกลายเป็นอีกหนึ่งมุมโปรดที่สวยงามและกว้างขวางแลดูสบายตามากขึ้นได้แล้ว

 

ตกแต่งห้องนั่งเล่นแคบให้กว้างขึ้นง่ายๆ ท่ามกลางพื้นที่ใช้สอยเท่าเดิม

แม้ว่าคุณจะมีบ้านหลังเล็กๆ ไม่ได้มีพื้นที่ภายในห้องที่กว้างขวางยิ่งใหญ่ แน่นอนว่าพื้นที่บ้านเล็กก็ย่อมทำให้ห้องรับแขกพลอยมีขนาดเล็กตามไปด้วย แต่อย่างไรก็ตาม หากคุณรู้จักการปรับแต่งพื้นที่ใช้สอยให้เหมาะสมลงตัว ก็สามารถขยับความกว้างของพื้นที่ให้แลดูดี ดูสบายตาและไม่รกได้นะคะ ซึ่งทั้งหมดนี้ คุณไม่ต้องต่อเติมพื้นที่ห้องเพิ่มให้ยุ่งยากวุ่นวายเลย วันนี้เราก็ไม่พลาดอีกเช่นเคย กับการนำเอาไอเดียการตกแต่งห้องรับแขกที่มีพื้นที่ขนาดเล็กมาฝาก รับรองจะช่วยขับความแคบเล็กๆ ให้แลดูกว้างในความรู้สึกได้ทันตาแน่นอน ตามมาดูกันเลยนะคะ

3.1

พรางด้วยลายขวาง
การใช้ลายขวางในการตกแต่งห้องรับแขกนั้นเป็นไอเดียที่ดีมากทีเดียวเพราะมันจะช่วยพรางตาได้นั่นเอง และยังทำให้พื้นที่เล็กๆ ของห้องแลดูกว้างขวางมากขึ้นด้วย ขณะเดียวกัน หากคุณพรางตาด้วยลายขวางแนวตั้งก็จะทำให้ห้องเกิดความสูงโปร่งมากขึ้น แต่การใช้ลายขวางแนวนอนยิ่งแต่จะทำให้ขนาดของห้องกว้างขึ้นได้มากกว่า อย่างไรก็ตาม การตกแต่งห้องด้วยลายขวาง ไม่ได้หมายถึงคุณจะต้องทาสีบนผนังให้เป็นลายขวางแต่เพียงอย่างเดียวเสมอไปนะคะ เพราะเรายังรวมไปจนถึงการตกแต่งลายทางอย่างเช่น โซฟา พรมและของใช้อื่นๆ ร่วมด้วยนั่นเอง

ตกแต่งเฟอร์นิเจอร์ที่เป็นแนวตั้ง
นี่เป็นอีกหนึ่งวิธีที่จะทำให้ห้องของคุณแลดูกว้างมากขึ้นได้ค่ะ โดยหันมาใช้เฟอร์นิเจอร์ที่มีความสูงและบรรจุสิ่งของต่างๆ ได้เยอะแทน วิธีนี้จะทำให้เหลือพื้นที่เพิ่มขึ้น หรืออาจจะใช้เฟอร์นิเจอร์ลอยตัวหรือของแต่งบ้านแบบติดฝาผนังแทนก็ได้เช่นกัน อย่างเช่น ชั้นวางของหรือโต๊ะที่สามารถพับเก็บบนผนังได้ เป็นต้น

3.2

เฟอร์นิเจอร์ควรมีขนาดพอดีกับพื้นที่
การขนาดของเฟอร์นิเจอร์ให้เล็กลงหรือใช้ขนาดของเฟอร์นิเจอร์ให้พอดีกับพื้นที่ก็จะทำให้มีพื้นที่เหลือใช้ และพื้นที่นั้นเองที่จะช่วยขยับขยายทำให้ห้องนั่งเล่นดูกว้างขวางขึ้น แถมยังสามารถทำกิจกรรมอื่นๆ ได้โดยที่ไม่ต้องตกแต่งปรับปรุงอะไรเพิ่มอีกเลย หากในทางกลับกัน การที่คุณเลือกใช้เฟอร์นิเจอร์ที่มีขนาดใหญ่เกินไปหรือไม่ได้มีความเหมาะสมกับพื้นที่ของห้องรับแขกก็ย่อมทำให้ห้องนั้นดูเล็ก รกและแคบลงไปพริบตาและยังสูญเสียพื้นที่ในการทำประโยชน์หรือทำกิจกรรมอื่นๆ ไปอย่างน่าเสียดายด้วยค่ะ

จัดเก็บข้าวของเครื่องใช้ให้เป็นระเบียบ
จัดเก็บข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ อย่างเช่น ของกระจุกกระจิกก็ควรเก็บไว้ภายในตู้เก็บแบบมิดชิดและควรเป็นตู้เก็บของที่สามารถเปิด – ปิดได้อย่างสะดวก เพราะหากปล่อยวางเอาไว้ระเกะระกะต่อให้คุณวางเก็บเป็นระเบียบมันก็รู้สึกรกตาและทำให้ห้องแคบได้อยู่ดี นอกจากนี้ เครื่องใช้ตกแต่งอย่างโทรทัศน์และเครื่องเสียง ก็ควรจัดตั้งในตำแหน่งที่สามารถรับชม รับฟังได้ทั่วถึงกันทุกมุมห้องด้วย

3.3

แต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์โปร่งแสง
เป็นความจริงอย่างยิ่งเลยค่ะว่า ไม่ว่าจะไอเดียไหนๆ ที่จะช่วยปรับแต่งห้องนั่งเล่นเล็กแคบให้แลดูกว้างขวางขึ้นและเพื่อให้เหลือพื้นที่ใช้สอยได้อีก เราจะต้องเน้นที่เฟอร์นิเจอร์เป็นตัวหลัก โดยคุณอาจจะหันมาใช้เฟอร์นิเจอร์ที่ทำจากอะคริลิกใส เพราะมันเป็นเฟอร์นิเจอร์ประเภทโปร่งแสงที่ทำให้เราสามารถมองเห็นอีกด้านหนึ่งของห้องนั่งเล่นผ่านเฟอร์นิเจอร์นั้นๆ ได้ และที่สำคัญเฟอร์นิเจอร์โปร่งแสงนี้ยังมีผลทำให้ภายในห้องดูกว้างขวางและสว่างมากขึ้น และยังช่วยเพิ่มระดับความงามของห้องนั่งเล่นให้หรูหราทันสมัยได้ด้วยค่ะ

การตกแต่งห้องนั่งเล่นแคบๆ ให้กว้างขวางและมีพื้นที่เหลือสำหรับใช้ประโยชน์ในด้านอื่นๆ ได้มากขึ้นนั้น ล้วนเป็นความต้องการของใครหลายคนโดยแท้ ดังนั้น บ้านไหนมีพื้นที่เล็กแคบ อย่าลืมนำไอเดียการตกแต่งจากเราไปใช้กันดูนะคะ

5 มนต์เสน่ห์จากการแต่งบ้านด้วยโทนสีม่วง

ไอเดียการแต่งบ้านต่างๆ มักมาพร้อมการเลือกใช้โทนสีของห้องด้วยเสมอ และวันนี้เราก็จะมาเอาใจคนรักสีม่วงเป็นชีวิตจิตใจ เชื่อว่าการแต่งบ้านหากให้ทาสีม่วงคงมีน้อยคนแน่ที่จะคิดมาถึงสีนี้ แต่สำหรับคอสีม่วงล่ะก็เป็นต้องไม่อยากพลาดแน่นอน เพราะสีม่วงนั้นเป็นสีที่มีนิยามดีทีเดียว เนื่องจากเป็นเฉดสีที่มีความนุ่มลึกและแอบซ่อนไปด้วยมนต์เสน่ห์อย่างน่าหลงใหล นอกจากนี้ ยังเป็นตัวแทนความหรูหรามั่งคั่งตั้งแต่ในสมัยจักรพรรดิโรมันแล้ว

ทว่าปัจจุบันก็ยังมีหลายคนที่ไม่นิยมนำสีม่วงมาใช้ตกแต่งบ้านเท่าไรนัก แต่หากคุณจะลองปรับความคิดใหม่คุณอาจตกหลุมรักเสน่ห์ของการตกแต่งบ้านด้วยสีม่วงก็เป็นได้นะคะ เพราะสีนี้ไม่ใช่สีที่สะท้อนความทึบอึมครึมและให้อารมณ์ที่หนักแน่นเสมอไปเมื่อไร เนื่องจากสีม่วงมีให้เลือกใช้ด้วยกันหลายเฉดสี และหากคุณทำตามคำแนะนำจากเราดังนี้ คุณจะได้ห้องโทนสีสวยๆ อย่างคาดไม่ถึงเลยทีเดียว

2.1

สร้างบรรยากาศได้อย่างหรูหราคลาสสิก
จริงอยู่ที่สีม่วงสะท้อนความมืดทึบอึมครึม แต่หากเรารู้จักหยิบมาใช้ก็สามารถเผยให้เห็นถึงเฉดสีที่ส่องสว่างไร้ความหมองหม่นได้เช่นกัน เนื่องจากเราสามารถใช้ความเข้มของสีม่วงมาจับคู่ให้เข้ากันกับสีโทนสว่าง เช่น อาจทาสีผนังสีม่วงแล้วแมทช์กันด้วยสีม่วงชิ้นเล็กๆ สัก 1 – 2 ชิ้น สำหรับพื้นที่อื่นๆ ในส่วนที่เหลือนั้นก็ตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์สีสว่าง และสามารถแต่งเติมสีเงินวาววับเพื่อช่วยดึงดูดเสน่ห์และสะท้อนกลิ่นอายหวานๆ สไตล์ผู้หญิงมากขึ้นได้ด้วย

จับคู่ 2 สิ่งที่ให้เข้ากัน
อาจกลายเป็นเรื่องยุ่งยากวุ่นวายอยู่บ้างหากจะต้องตกแต่งสีม่วงภายในพื้นที่ใหญ่ๆ แนวทางแก้ปัญหานี้ก็คือ ให้คุณเลือกใช้แค่ 2 สิ่งที่เป็นสีม่วงก็พอค่ะ เช่น ใช้ที่นั่งสีม่วง 2 ชิ้นให้แมทช์เข้ากันกับห้องสีเทาหรืออาจหันมาจับคู่โคมไฟและโซฟาสีม่วงเพื่อให้เข้ากันกับการตกแต่งห้องในโทนสีสว่าง ทั้งหมดนี้.. ก็จะทำให้พื้นที่ที่เหลือภายในห้องตกอยู่ท่ามกลางมนต์เสน่ห์ของสีม่วงได้อย่างลงตัวแล้วค่ะ

2.2

ตกแต่งด้วยเฉดสีที่สะท้อนลุคธรรมชาติ
มนต์เสน่ห์ความเป็นสีม่วงนั้นช่วยสร้างบรรยากาศของการพักผ่อนให้ผ่อนคลายได้เสมอ หากคุณรู้จักผสมผสานให้กลมกลืมกับโทนสีธรรมชาติ อาจเลือกสีม่วงที่ผสมผสานกับสีอื่นเพื่อลดทอนความรุนแรงของโทนและเฉดสีเข้มๆ ให้เจือจางอ่อนลง ความหนักอึ้งทั้งหมดก็จะจางหายไปในความรู้สึกได้มากยิ่งขึ้นแล้ว อย่างเช่น คุณอาจจะใช้สีม่วงที่มีผสมออกมาเป็นสีเบจหรือสีเทาก็ได้ เท่านี้ก็จะได้บรรยากาศของผนังห้องที่น่าผ่อนคลาย ให้อารมณ์อบอุ่นซอล์ฟลงมามากขึ้น ขณะเดียวกัน ก็ยังคงทิ้งความน่าค้นหาของสีม่วงเอาไว้ได้เป็นอย่างดี

เพิ่มความโดดเด่นด้วยการจับคู่กับสีขาว
จงสร้างพลังไดนามิคให้สีม่วงด้วยการจับคู่การตกแต่งกับสิ่งของที่เป็นสีขาว เพราะแม้ว่าสีม่วงและสีขาวจะไม่สะท้อนอารมณ์ที่ฉูดฉาด แต่หากนำมาจับวางด้วยกันก็ยังคงเกิดความขัดแย้งจนเกิดเป็นลุคที่แปลกตาออกไป และนี่แหละ.. เสน่ห์อันน่าสะดุดตาจากการแต่งห้องในโทนสีม่วงและสีขาวคู่กัน

2.3

สร้างความทันสมัยสไตล์โมเดิร์น
ไม่จำเป็นต้องใช้สีม่วงเพื่อเป็นตัวแทนแห่งความหรูหราเสมอไปก็ได้ เพราะคุณอาจจะใช้สีม่วงควบคู่กับการตกแต่งสไตล์โมเดิร์น อย่างเช่น จับคู่ให้เข้ากับเฟอร์นิเจอร์สไตล์สแกนดิเนเวียนหรืออาจเป็นภาพศิลปะที่มีความทันสมัยบนผนังปะปนซ่อนอยู่ เพียงเท่านี้ก็จะช่วยขับบรรยากาศให้เน้นถึงความเป็นส่วนตัวและดูน่าตกหลุมรักได้มากขึ้นแล้ว

หยิบเอาไอเดียการตกแต่งบ้านด้วยโทนสีม่วงทั้ง 5 สไตล์ที่เราแนะนำไปปรับใช้กันบ้างนะคะ รับรองคนที่ไม่เคยหันมามองสีม่วงจะต้องกลับมาพิจารณาเฉดสีนี้อีกครั้ง และสำหรับใครที่เป็นสาวกสีม่วงอยู่แล้วคุณอาจจะยิ่งมองเห็นเสน่ห์ของมันจนอดใจไม่ตกหลุมรักเพิ่มขึ้นคงไม่ได้เป็นแน่ ดังนั้น เพื่อการตกแต่งบ้านในโทนสีดังกล่าวอย่างสวย มีมนต์สะกดน่าหลงใหลแบบไม่มีใครเหมือน ห้ามพลาด 5 ไอเดียนี้เด็ดขาดค่ะ!

ไอเดีย 10 แบบที่จะช่วยเนรมิตห้องนั่งเล่นให้กลายเป็นห้องรับแขกในตัว

โดยปกติแล้ว ห้องนั่งเล่นของทุกบ้านสามารถเนรมิตให้กลายเป็นห้องรับรองแขกในเวลาเดียวกันได้ เพียงแค่เรารู้จักแต่งเติมหรือปรับเปลี่ยนเฟอร์นิเจอร์บางชิ้นอย่างให้เกิดความลงตัวสวยอย่างเป็นธรรมชาติ ห้องนั่งเล่นธรรมดาก็จะกลายเป็นห้องรับแขกในตัวที่มีมิติใหม่สะดุดตาและน่าเข้ามานอนพักเอกเขนกสบายๆ ในวันหยุดพักผ่อน ท่ามกลางความสุขมากขึ้นแล้ว และเมื่อไรที่แขกมาเยี่ยมเยือน ห้องๆ นี้ก็พร้อมอ้าแขนต้อนรับแขกให้มานั่งสนทนาทายทักกันได้แทบไม่ต้องตระเตรียมพื้นที่รับแขกใดให้วุ่นวายอีกเลยค่ะ เพราะฉะนั้น เรามาดูลิสต์ 10 อย่างที่จะช่วยเปลี่ยนบรรยากาศห้องนั่งเล่นให้สวยตรงใจมากขึ้นพร้อมกันเลยนะคะ

1.2

1.ชั้นวางหนังสือ
นำตู้หรือชั้นวางหนังสือเก๋ๆ มาตั้งไว้ในห้องนั่งเล่นมุมใดมุนหนึ่ง เก็บสะสมหนังสือดีไซน์สวย จัดเรียงตั้งแต่หนังสือเล่มโปรดของคุณกระทั่งหนังสือที่น่าสนใจเอาไว้ แค่สีสันของสันตรงหนังสือที่สลับเรียงกันอย่างละลานตาก็จะช่วยสร้างบรรยากาศของห้องนั่งเล่นไม่ให้เหงาอีกต่อไปแล้วค่ะ

2.โต๊ะวางของ
โต๊ะที่ตั้งตรงกลางหน้าโซฟาเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ขาดไม่ได้อย่างยิ่ง คุณควรจัดเก็บข้าวของบนโต๊ะนั้นดีๆ ไม่ให้มีสิ่งของมากมายวางระเกะระสายตา เมื่อจัดสิ่งของบนโต๊ะอย่างเรียบร้อยแล้ว ก็นำแจกันดอกไม้สวยๆ มาตั้งวาง อาจจะมีถาดสวยๆ พร้อมหนังสือเล่มโปรดที่คุณชอบด้วยก็ได้ เพียงเท่านี้โต๊ะรับแขกกลางโซฟาก็จะมีสีสันโดดเด่นและเติมมนต์เสน่ห์ให้ห้องนั่งเล่นสวยพริบตาได้แล้วค่ะ

3.หน้าต่าง
หน้าต่างที่เปิดรับแสงแดดและสายลมสาดส่องเข้ามา เป็นอีกหนึ่งตำแหน่งที่ไม่ควรปล่อยให้ว่างเปล่าเกินไป หาม่านสีสันสวยๆ เข้ากับโทนของการแต่งห้องมาติดสิคะ หรืออาจจะนำลูกเล่นอื่นๆ มาประดับตกแต่งเพิ่มเติม ก็จะช่วยสร้างเสน่ห์ให้ห้องนั่งเล่นของคุณสวยน่าอยู่มากขึ้นได้แล้ว

1.3

4.เพิ่มสีสันให้โดดเด่น
การที่เราสร้างความปลอดภัยด้วยการใช้ของใช้ชิ้นใหญ่ในโทนสีอ่อนนั้นย่อมเป็นสิ่งดี แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าสิ่งของชิ้นเล็กๆ เราจะไม่สามารถเลือกใช้สีสันเด่นๆ ได้ อย่างเช่นหมอนอิงหรือของกระจุกกระจิกอื่นๆ ที่น่ารัก ลองเลือกหาแบบที่มีสีสันสวยเด่นสดใสมาใช้สิคะ แค่นี้ก็จะช่วยปรับเปลี่ยนห้องนั่งเล่นสีอ่อนของคุณให้สีชีวิตชีวาทันตาได้แล้ว

5.ทาสีผนัง
ผนังสีอ่อนหรือสีพื้นขาวๆ แบบที่เคยเป็นนั้นอาจจะทำให้ห้องนั่งเล่นจืดชืด ไร้สีสันสวยๆ ลองฉีกกฏความจำเจนั้นด้วยการทาสีผนังใหม่กันดีกว่า อาจจะทาสีผนังอีกด้านด้วยสีเข้ม อีกด้านสีอ่อน เพียงเท่านี้ก็จะช่วยขับเฟอร์นิเจอร์ที่ตั้งโชว์ให้โดดเด่นสวยมากขึ้นได้แล้ว และยังกลายเป็นการสร้างอาณาจักรเล็กๆ อีกหนึ่งโลกใบใหม่อย่างที่ไม่เคยได้สัมผัสมาก่อนอีกด้วย

6.แขวนงานศิลปะสวยๆ บนผนัง
ผนังห้องที่ว่างเปล่าควรเนรมิตตกแต่งด้วยภาพศิลปะสวยๆ ภาพที่มีกรอบกระจกสวยหรือของตกแต่งอื่นๆ ที่จะเสริมสร้างผนังสีพื้นราบเรียบให้สวยมีสไตล์มากขึ้น

1.4

7.โต๊ะข้างโซฟาเล็กๆ
นอกจากโต๊ะกลางที่ตั้งวางหน้าโซฟารับแขกแล้ว คุณควรจะมีโต๊ะเล็กๆ เอาไว้สำหรับวางแก้วกาแฟด้วย โดยโต๊ะนี้ควรตั้งวางไว้ข้างโซฟาค่ะ เป็นอีกหนึ่งไอเดียของการตกแต่งห้องนั่งเล่นที่จะช่วยเสริมดีไซน์ให้สวยงามมากขึ้น แถมยังมีสไตล์อย่างแตกต่างจากบ้านอื่นๆ ด้วยนะ

8.เผยรสนิยมความเป็นตัวคุณ
เคลียร์ชั้นวางของบางจุดเพื่อตั้งวางสิ่งของที่บ่งบอกถึงรสนิยมความเป็นตัวคุณมากขึ้นได้เลย อาจจะนำของประดับชิ้นโปรดที่ชอบมาตั้งวาง อย่างกรอบรูปสวยๆ หรือของที่ระลึกที่คุณซื้อจากครั้งไปเที่ยว เพียงเท่านี้ห้องนั่งเล่นก็จะมีเสน่ห์น่าสนใจและบ่งบอกถึงรสนิยมความเป็นคุณได้ดีทีเดียว

9.โคมไฟ
แสงไฟคือ เสน่ห์ของการตกแต่งบ้านได้อย่างมีเอกลักษณ์โดดเด่น ไม่ว่าจะตกแต่งด้วยโคมไฟสีอ่อนในห้องนอน หรือแม้แต่ห้องนั่งเล่นก็นับว่าเหมาะสมเช่นกัน ลองหาโคมไฟสวยๆ มาตั้งวางโชว์หรือติดไฟบนเพดานอย่างมีสไตล์สวยงาม ก็จะช่วยเสริมสร้างรายละเอียดเปลี่ยนบรรยากาศห้องนั่งเล่นอันไร้สีสันให้แลดูอบอุ่นและน่ายวลตามากขึ้นได้แล้ว

10.จัดสรรพื้นที่ให้เหมาะสม
ห้องนั่งเล่นของคุณไม่ว่าจะห้องใหญ่หรือเล็กก็ตาม เพียงแค่เรารู้จักจัดสรรพื้นที่ของห้องให้ลงตัวเหมาะสม ห้องก็สวยงามขึ้นแล้วค่ะ แนะนำให้คุณคำนึงถึงรูปทรงของเฟอร์นิเจอร์ที่เลือกใช้และคุณสมบัติของการนำมาใช้งานพร้อมกัน เมื่อทุกอย่างเกิดความลงตัวก็จะทำให้การตกแต่งห้องนั่งเล่นเต็มไปด้วยความสุดคุ้มในการใช้งานพื้นที่ และรองรับช่วงเวลาในการพักผ่อนหย่อนใจพร้อมกับการรับแขกได้อย่างพร้อมสรรพที่สุดแล้ว

แม้ว่าบ้านของคุณจะเป็นบ้านหลังเล็กๆ ที่ไม่ได้มีห้องมากมายหลายห้อง อาจจะมีแค่ห้องนอน ห้องนั่งเล่น ห้องครัวและห้องน้ำเท่านั้น ในพื้นที่ต่างๆ ก็อาจจะไม่ได้กว้างขวางมากนัก ทว่านั่นก็ไม่ใช่ปัญหาเลยค่ะกับการเนรมิตมุมต่างๆ ให้สวยงามตรงใจ ดั่งเช่นการจัดแต่งห้องนั่งเล่นด้วยคำแนะนำทั้ง 10 รายการจากเรานี้ก็เช่นเดียวกัน มันก็สามารถสร้างสรรค์บรรยากาศของห้องนั่งเล่นให้พร้อมเป็นห้องรับแขกในตัวได้ โดยที่ไม่ต้องต่อเติมขนาดห้องเพิ่มหรือซื้อบ้านใหม่ให้วุ่นวายเลย ง่ายดายแค่นี้ อย่าลืมนำไอเดียจากเราไปใช้กันบ้างนะคะ